จากบทความ Bitcoin Magazine: Exodus เดิมพันคริปโตด้วยการควบคุมเงินในมือผู้ใช้
ในงานประชุมสำคัญ JP Richardson ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Exodus ได้เล่าเรื่องราวของบริษัทที่โดนกระแทกหนักจากตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ที่ผ่านมา เมื่อตอนนำทีมพนักงานกว่า 130 คน รวมถึงเพื่อนและครอบครัวบินไปแมนฮัตตัน เพื่อเฉลิมฉลองการจดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่กลับได้ข่าวว่านักลงทุนถูกถอนรายชื่อบริษัทก่อนวันเปิดตัวเพียงคืนเดียว ด้วยเหตุผลด้านกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน (Rule change at the 11th hour)
Richardson มองเหตุการณ์นี้เป็นบทพิสูจน์ว่า Exodus สามารถรับมือกับแรงกระแทกทางการเมืองและกฎระเบียบได้ โดยยึดมั่นในหลักการเดียวคือ “เงินควรเป็นของผู้ใช้” อย่างแท้จริง
วิสัยทัศน์และเทคโนโลยีของ Exodus ในโลกคริปโต
ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2015 ในเมืองโอมาฮา Exodus พัฒนา “self-custodial wallet” หรือกระเป๋าคริปโตที่เก็บกุญแจส่วนตัวไว้บนอุปกรณ์ของผู้ใช้โดยตรงและจัดการการแลกเปลี่ยนผ่านผู้ให้บริการสภาพคล่องหลายราย ช่วยให้เข้าถึง Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ โดยที่บริษัทไม่มีการถือครองเงินของลูกค้าในบัญชีบริษัท
แก้ไขปัญหาการใช้งานคริปโตกับ “pub test” และแอปที่แยกกัน
- Richardson กล่าวว่าเทคโนโลยีคริปโตยังคงล้มเหลวในด้านการใช้งานที่ง่ายสำหรับผู้ใช้ทั่วไป โดยเล่าประสบการณ์ช่วยเพื่อนดาวน์โหลดกระเป๋าเงินคริปโตถึง 4 แอป พร้อมทั้งจด seed phrase 12 คำลงบนกระดาษทิชชู่ ที่ยังคงเป็นภาพจำของคนทั่วไปในวงการคริปโตมานานกว่า 10 ปี
- เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “pub test” คือถ้าเพื่อนเราที่บาร์ไม่สามารถตั้งค่ากระเป๋าเงินคริปโตได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องพึ่งกระดาษจด เราถือว่าคริปโตยังทำผิดพลาด
- นอกจากนี้ Richardson ยังเห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้สนใจว่าการชำระเงินจะถูกบันทึกบนบล็อกเชนของ Solana, Ethereum, Arbitrum หรือ Base แต่สนใจที่ประสบการณ์ที่ใช้งานได้จริงและง่ายดาย
เขายังชี้ให้เห็นว่าผู้ใช้มักจะต้องใช้หลายแอปสำหรับจัดการเงิน ทั้งแอปธนาคาร, การโอนเงินระหว่างบุคคล, บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และกระเป๋าคริปโตที่แยกกัน ซึ่งเป็นปัญหาทางโครงสร้างที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สะดวกและห่างไกลจากการควบคุมเงินของตัวเอง
เป้าหมายของ Exodus คือการรวมทุกอย่างใน “หนึ่งแอปเดียว” ที่สามารถเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล, เชื่อมต่อเครือข่ายบัตรชำระเงิน และจัดการชำระเงินได้อย่างครบวงจร ในขณะที่ยังคงให้ผู้ใช้เก็บกุญแจคริปโตด้วยตัวเองอย่างปลอดภัย
การเข้าซื้อกิจการ Monavate และ Baanx: ครอบครองโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน
จุดสำคัญในงานคือการประกาศปิดดีลซื้อกิจการ Monavate และ Baanx สองบริษัทในสหราชอาณาจักรที่ให้บริการด้านการออกบัตรและระบบประมวลผลชำระเงิน ซึ่งทำให้ Exodus เปลี่ยนจากการ “เช่า” โครงสร้างพื้นฐาน มาเป็น “เจ้าของ” โดยตรง
- Monavate และ Baanx เป็นผู้ให้บริการระดับมืออาชีพที่มีใบอนุญาตการออกบัตร การเป็นสมาชิกของ Visa และ MasterCard รวมถึงระบบป้องกันการฉ้อโกง
- ที่ผ่านมามี Crypto Brand ชื่อดังอย่าง Ledger และ MetaMask ใช้บริการจากทั้งสองบริษัทนี้
- ดีลนี้ส่วนหนึ่งดำเนินผ่านบริษัทแม่ W3C Corp และภายหลัง Exodus ได้เร่งคุ้มครองทุนด้วยการบังคับใช้สินเชื่อค้ำประกัน 70 ล้านดอลลาร์ในสถานะ receivership ที่ UK
ด้วยเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานนี้ Exodus สามารถออกและประมวลผลบัตรชำระเงินได้เอง ไม่ต้องพึ่งเครือข่ายบุคคลที่สาม ซึ่ง CFO James Gernetzke กล่าวว่า แพลตฟอร์มใหม่ของ Exodus รองรับกิจกรรมทำงานถึง 6 ชั้น ตั้งแต่กระเป๋าเงินหลัก ระบบแลกเปลี่ยน สเตเบิลคอยน์ การออกบัตร และโครงสร้างแบงก์กิ้ง ทำให้บริษัทได้ส่วนแบ่งรายได้ที่มากขึ้นในแต่ละขั้นตอน
ยกตัวอย่างเช่นการซื้อของมูลค่า 100 ปอนด์ เมื่อก่อน Exodus จะได้รายได้เป็นส่วนน้อยภายใต้ระบบที่ต้องพึ่งพา Monavate และ Baanx แต่ตอนนี้สามารถได้รายได้ผ่านค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยน การประมวลผล และดอกเบี้ยจากเงินคงค้าง
ภาพรวมผลประกอบการและอนาคตของ Exodus ในตลาดคริปโต
แม้ Exodus จะมีรายได้สูงสุดที่ 121.6 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และ EBITDA ปรับปรุงกำไรอยู่ที่ 11 ล้านดอลลาร์ มีผู้ใช้งานรายเดือนประมาณ 1.5-1.6 ล้านคน
แต่ในปี 2026 ผลประกอบการไตรมาสแรกชี้ให้เห็นความเสี่ยงและข้อจำกัดที่พึ่งพาวัฏจักรคริปโตมากเกินไป เช่น รายได้ลดลงเหลือ 22.7 ล้านดอลลาร์ จาก 36 ล้านดอลลาร์, ขาดทุนสุทธิ 36.4 ล้านดอลลาร์ และปริมาณการซื้อขายลดลง 22% เหลือ 1.18 พันล้านดอลลาร์ แม้จำนวนผู้ใช้ยังคงเดิม
CFO Gernetzke ชี้ว่ารายได้จากการเทรดคริปโตสัมพันธ์กับราคาบิทคอยน์อย่างแน่นแฟ้น จึงต้องการหาทาง “ทำลายเพดาน” นี้
กลยุทธ์ใหม่กับ Exodus Pay บริการชำระเงินผ่านคริปโตทั่วสหรัฐฯ
Exodus Pay ที่เปิดให้ใช้งานทั่ว 50 รัฐของสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างเด่นของกลยุทธ์นี้ โดยฝังอยู่ในกระเป๋าเงินหลัก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ Stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ, Bitcoin และคริปโตอื่น ๆ เพื่อชำระเงินผ่าน Visa หรือ Apple Pay ได้โดยตรง โดยยังคงเก็บกุญแจคริปโตในมือผู้ใช้เอง และสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยน การประมวลผล และผลประโยชน์จากเงินคงค้าง
Richardson ยังมองว่าเทคโนโลยีนี้จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการชำระเงินอัตโนมัติของ AI agent ในอนาคต ที่จะทำธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบเดียวกันนี้ได้อย่างอิสระ
บทสรุป
Exodus ยังคงเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มคริปโตที่ใช้งานง่าย ปลอดภัย และโฟกัสที่การคืนอำนาจทางการเงินให้ผู้ใช้ ผ่านการรวมแอปในหนึ่งเดียวและการครอบครองเครือข่ายการชำระเงิน ที่ช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มรายได้แบบยั่งยืนในตลาดคริปโตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. Exodus คืออะไร?
Exodus เป็นแพลตฟอร์มกระเป๋าเงินคริปโตที่ให้ผู้ใช้เก็บกุญแจส่วนตัวด้วยตัวเอง (self-custody) และทำธุรกรรมคริปโตได้หลากหลาย โดยไม่ต้องฝากเงินไว้กับบริษัท
2. “Pub test” ในคริปโตหมายถึงอะไร?
“Pub test” คือการทดสอบว่าผู้ใช้ทั่วไป เช่น เพื่อนที่บาร์ สามารถตั้งค่ากระเป๋าคริปโตได้ง่ายและปลอดภัยโดยไม่ต้องใช้กระดาษจด seed phrase หรือวิธีที่ซับซ้อนหรือไม่
3. การเข้าซื้อ Monavate และ Baanx ช่วย Exodus อย่างไร?
ทำให้ Exodus ครอบครองระบบการออกบัตรและประมวลผลชำระเงินเอง ช่วยเพิ่มรายได้และลดการพึ่งพาผู้ให้บริการรายอื่น
4. Exodus Pay คืออะไร?
บริการชำระเงินที่ให้ผู้ใช้จ่ายด้วยคริปโตและ Stablecoin ผ่าน Visa หรือ Apple Pay ได้โดยเก็บกุญแจด้วยตัวเอง ช่วยสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมและผลประโยชน์ทางการเงิน
5. ทำไม Exodus ต้องการเปลี่ยนจากโมเดลการเทรดเป็นแพลตฟอร์มครบวงจร?
เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาคริปโตที่ผันผวนและทำรายได้ที่ยั่งยืนจากระบบการชำระเงินและบริการอื่น ๆ มากกว่าการพึ่งพารายได้จากการเทรดเพียงอย่างเดียว
ศึกษาข้อมูลเหรียญคริปโตเพิ่มเติมได้ที่ นี่
ที่มาของบทความ: Bitcoin Magazine


