รับทำ AI SEO
Picture of Kuycrypto Writer

Ethereum (ETH) คืออะไร? ประวัติและข้อมูลสำคัญ (White Paper)

Ethereum (ETH) คืออะไร? ประวัติและข้อมูลสำคัญ

1. ประวัติความเป็นมาของ Ethereum (ETH)

Ethereum (อีเธอเรียม) เป็นเครือข่ายบล็อกเชนโอเพนซอร์ซที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับ สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) และมีสกุลเงินดิจิทัลหลักคือ อีเธอร์ (ETH) โดย Ethereum เริ่มต้นพัฒนาในปี 2013 โดยโปรแกรมเมอร์วัย 19 ปีนามว่า วิตาลิก บูเตอริน (Vitalik Buterin) ซึ่งมีสัญชาติรัสเซีย-แคนาดา หลังจากร่างแนวคิดและเอกสารไวท์เปเปอร์ในปี 2013 โครงการ Ethereum ได้ระดมทุนผ่านการขายเหรียญล่วงหน้า (ICO) ในปี 2014 และจัดตั้งมูลนิธิ Ethereum Foundation ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี 2015 เพื่อดูแลการพัฒนาเครือข่าย เครือข่าย Ethereum เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการครั้งแรกในชื่อเวอร์ชัน Frontier เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2015 นับแต่นั้น Ethereum ก็ได้มีการอัปเกรดเครือข่ายอยู่เสมอในแต่ละช่วงปี (เช่น Byzantium, Constantinople, London Hard Fork ฯลฯ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถต่าง ๆ ของระบบ

2. จุดประสงค์ในการสร้าง Ethereum และปัญหาที่ต้องการแก้ไข

Ethereum ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร? จุดประสงค์หลักคือการต่อยอดเทคโนโลยีบล็อกเชนให้เหนือกว่าแค่การโอนเงินแบบ Bitcoin โดยทำให้บล็อกเชนเป็น “โปรแกรมได้” (Programmable Blockchain) นั่นคือรองรับการเขียน Smart Contract และแอปพลิเคชันกระจายศูนย์ (Decentralized Apps หรือ dApps) ลงบนเครือข่ายได้โดยตรง Vitalik Buterin เห็นข้อจำกัดของบิตคอยน์ที่มีสคริปต์การทำงานอย่างจำกัด จึงเสนอให้มีแพลตฟอร์มที่นักพัฒนาสามารถสร้างสรรค์ นวัตกรรม DeFi, NFT, เกม, โทเค็น และแอปอื่น ๆ บนบล็อกเชนได้โดยไม่ต้องสร้างบล็อกเชนใหม่สำหรับแต่ละโปรเจกต์ Ethereum จึงเปรียบเสมือน “คอมพิวเตอร์โลก” ที่ทุกคนสามารถรันโปรแกรมแบบไร้ตัวกลางและเชื่อถือได้ ปัญหาที่ Ethereum ต้องการแก้ไขคือการขจัดคนกลางในระบบการเงินและธุรกรรมดิจิทัล ทำให้เกิดธุรกรรมหรือข้อตกลงที่เป็น อัตโนมัติ โปร่งใส และไม่ต้องพึ่งพาความไว้วางใจ ระหว่างกัน (trustless) ซึ่งเป็นสิ่งที่บิตคอยน์ไม่สามารถทำได้ในระดับแพลตฟอร์ม ดังนั้น Ethereum ได้เปิดประตูสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ในโลกคริปโต ไม่ว่าจะเป็นการก่อกำเนิดระบบการเงินไร้ตัวกลาง (DeFi) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทโทเค็น NFT ที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

3. ผู้สร้าง Ethereum และประวัติของผู้สร้าง

ผู้ให้กำเนิด Ethereum คือ วิตาลิก บูเตอริน (Vitalik Buterin) โปรแกรมเมอร์ลูกครึ่งรัสเซีย-แคนาดา เขาเริ่มสนใจคริปโตเคอร์เรนซีจากการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร Bitcoin Magazine ในวัยเพียง 17 ปี ต่อมาในปี 2013 วิตาลิกได้เขียนไวท์เปเปอร์เสนอแนวคิด Ethereum ที่อายุเพียง 19 ปี แนวคิดของเขาได้รับการสนับสนุนจากนักพัฒนาทั่วโลก ก่อให้เกิดทีมผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum อีกหลายคน เช่น Gavin Wood (ผู้เขียน Ethereum Yellow Paper และสร้างภาษา Solidity), Charles Hoskinson, Anthony Di Iorio และ Joseph Lubin วิตาลิกและทีมงานระดมทุนพัฒนา Ethereum ผ่านการขาย Ether ล่วงหน้าในปี 2014 ปัจจุบันวิตาลิก บูเตอรินยังคงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา Ethereum ในฐานะผู้นำทางความคิด โดยเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลด้านบล็อกเชน และครั้งหนึ่งเคยกลายเป็นมหาเศรษฐีคริปโตที่อายุน้อยที่สุดในโลกเมื่อมูลค่า Ether พุ่งสูงขึ้นตามการเติบโตของเครือข่าย แนวทางการทำงานของวิตาลิกเน้นความเป็นโอเพนซอร์ซและการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นในโครงสร้างการพัฒนา Ethereum ที่เปิดกว้างให้ผู้พัฒนาทั่วโลกมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการเสนอและปรับปรุง (EIP – Ethereum Improvement Proposal)

4. จำนวนเหรียญ ETH และนโยบายการเพิ่ม-ลดปริมาณเหรียญ

Ethereum ไม่มีการกำหนดจำนวนเหรียญสูงสุดตายตัวเหมือน Bitcoin ที่จำกัดไว้ 21 ล้านเหรียญ อย่างไรก็ตาม ปริมาณ ETH หมุนเวียนในระบบอยู่ที่ราว 118 ล้านเหรียญในช่วงปลายปี 2021 และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างช้าๆ การเพิ่มขึ้นของจำนวนเหรียญ Ethereum เกิดจากการสร้างเหรียญใหม่เป็นรางวัลแก่ผู้ร่วมตรวจสอบบล็อก (เดิมคือ นักขุด ในระบบ Proof-of-Work และปัจจุบันคือ ผู้ตรวจสอบ ในระบบ Proof-of-Stake) ในยุค Proof-of-Work ก่อนปี 2022 มี ETH ใหม่เกิดขึ้นประมาณ 12,000 ETH ต่อวัน จากการขุดเหมือง แต่หลังการเปลี่ยนเป็น Proof-of-Stake อัตราการผลิตเหรียญใหม่ลดลงอย่างมาก ทำให้อุปทานเพิ่มขึ้นช้ากว่าเดิมหลายเท่า

การลดลงของจำนวนเหรียญ Ethereum เกิดขึ้นได้ผ่านกระบวนการ “เผา” เหรียญ (burn) ซึ่งเริ่มใช้หลังการอัปเกรด London Hard Fork (ข้อเสนอ EIP-1559) ในเดือนสิงหาคม 2021 EIP-1559 กำหนดให้มีการเผาค่าธรรมเนียมพื้นฐาน (Base Fee) ของทุกธุรกรรมบนเครือข่าย ส่งผลให้ ETH ส่วนหนึ่งถูกทำลายทิ้งทุกครั้งที่มีธุรกรรม นับตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการนี้ มีการเผาเหรียญ ETH ไปแล้วมากกว่า 1 ล้าน ETH ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีหลังอัปเกรด (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ ณ ขณะนั้น) โดยในแต่ละวัน Ethereum เผาเหรียญคิดเป็นกว่า 50% ของเหรียญที่ผลิตใหม่ ในวันนั้นๆ ผลลัพธ์คือ อัตราเงินเฟ้อของ Ethereum ลดลงเหลือเพียง ~0.98% ต่อปี หลังมี EIP-1559 เมื่อเทียบกับของ Bitcoin ที่ ~1.99% ในช่วงเวลาเดียวกัน ในบางช่วงที่เครือข่ายมีการใช้งานหนาแน่น (ค่าธรรมเนียมสูง) ปริมาณ ETH ที่ถูกเผาอาจมากกว่าที่ผลิตใหม่ ทำให้ จำนวนเหรียญรวมลดลงสุทธิ (ภาวะเงินฝืด) ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ Ethereum การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “อัลตราซาวนด์มันนี” (ultrasound money) นี้ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ETH มีคุณสมบัติเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่าที่ดีขึ้น เนื่องจากอุปทานควบคุมได้และอาจลดลงได้ในระยะยาว

5. เหรียญคริปโตอื่นที่มีลักษณะคล้าย Ethereum

มีเหรียญคริปโตหลายชนิดที่มี คุณสมบัติหรือวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกับ Ethereum หรือมีระบบอุปทานจำกัดที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:

  • กลุ่มเหรียญที่มีอุปทานจำกัด: ตัวอย่างเด่นคือ Bitcoin (BTC) ซึ่งจำกัดจำนวนเหรียญสูงสุดไว้ที่ 21 ล้าน BTC ทำให้ปลอดจากภาวะเงินเฟ้อในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีเหรียญอย่าง Litecoin (LTC) ที่จำกัดอุปทาน 84 ล้าน LTC เป็นต้น (อย่างไรก็ตาม เหรียญกลุ่มนี้มักถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเงินดิจิทัลและไม่ได้มีความสามารถด้านสัญญาอัจฉริยะเหมือน Ethereum)
  • กลุ่มเหรียญที่มีวัตถุประสงค์เป็นแพลตฟอร์ม Smart Contract แบบกระจายศูนย์: เหรียญเหล่านี้มักถูกขนานนามว่า “Ethereum Killer” เพราะเป็นเครือข่ายบล็อกเชนที่เข้ามาแข่งขันโดยตรงกับ Ethereum

    โดยนำเสนอจุดเด่นด้าน ความเร็วในการประมวลผลธุรกรรมที่สูงกว่า และ ค่าธรรมเนียมแก๊สที่ถูกกว่า Ethereum เหรียญแพลตฟอร์มที่มีมูลค่าตลาดสูงและถือเป็นคู่แข่งสำคัญของ Ethereum ในปัจจุบัน

    ได้แก่ Solana (SOL)Cardano (ADA)Polkadot (DOT)Avalanche (AVAX) และ Algorand (ALGO) ซึ่งทั้งหมดนี้รองรับการทำงานของ Smart Contract และมีประสิทธิภาพธุรกรรมสูงกว่า Ethereum ในปัจจุบัน 
  • นอกจากนี้ Binance Smart Chain (BNB Chain) ก็เป็นอีกแพลตฟอร์มยอดนิยมที่ดึงดูดผู้ใช้งาน DeFi จำนวนมาก ด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกและรูปแบบการใช้งานที่คล้าย Ethereum (BNB Chain ใช้โทเค็น BNB เป็นเหรียญหลัก) โดยช่วงปี 2021 BNB Chain สามารถชิงส่วนแบ่งตลาด DeFi จาก Ethereum ไปได้ถึงประมาณ 15% TVL ในเวลาไม่กี่เดือนหลังเปิดตัว (ตัวอย่างแอปยอดนิยมเช่น PancakeSwap บน BNB) นอกเหนือจากนี้ยังมี Ethereum Classic (ETC) ซึ่งเป็นสายโซ่ดั้งเดิมที่แยกออกจาก Ethereum ในปี 2016 (เกิดจากความขัดแย้งเรื่องการย้อนธุรกรรมแก้ไขการแฮ็ก DAO) โดย Ethereum Classic ยังคงรองรับสัญญาอัจฉริยะเช่นกันและได้กำหนดอุปทานเหรียญไว้ที่ประมาณ 210.7 ล้าน ETC แต่ในแง่ระบบนิเวศนั้น ETC มีนักพัฒนาและผู้ใช้งานน้อยกว่า Ethereum มาก

6. ความนิยมของ Ethereum และกลุ่มผู้ใช้งานหลัก

Ethereum ถือเป็นแพลตฟอร์มบล็อกเชนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก ปัจจุบัน Ether (ETH) เป็นคริปโตเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจาก Bitcoin เท่านั้น นับตั้งแต่เปิดตัวมา ความสามารถที่หลากหลายของ Ethereum ทำให้มันมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมูลค่ารวมของ ETH ก็เติบโตตามจนยืนอยู่ในอันดับสองของตลาดคริปโตอย่างเหนียวแน่นเรื่อยมา

กลุ่มผู้ใช้งาน Ethereum นั้นครอบคลุมหลากหลาย:

  • นักพัฒนา (Developers): Ethereum เป็นแพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์สายบล็อกเชนที่ต้องการสร้างแอปแบบกระจายศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน, เกม, โซเชียลมีเดีย หรือโครงการ Web3 ต่าง ๆ Ethereum มีชุมชนนักพัฒนาใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง และมีเครื่องมือไลบรารีให้ใช้งานครบครัน
  • ผู้ใช้และนักลงทุน DeFi: โปรโตคอล DeFi จำนวนมากสร้างบน Ethereum ส่งผลให้ Ethereum เป็นศูนย์กลางของกิจกรรม DeFi ทั่วโลก โดยมีมูลค่าสินทรัพย์ล็อกอยู่ในแอป DeFi บน Ethereum มากกว่า 50% ของมูลค่ารวมทั้งโลก (TVL) เลยทีเดียว ตัวอย่างกลุ่มผู้ใช้เช่น นักลงทุนที่ฝากสินทรัพย์เพื่อรับดอกเบี้ยในโปรโตคอล lending (เช่น Aave), ผู้เทรดบนแพลตฟอร์ม Decentralized Exchange (เช่น Uniswap) และผู้สร้างสภาพคล่อง (liquidity providers) เป็นต้น
  • ชุมชน NFT และนักสร้างสรรค์ดิจิทัล: Ethereum ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ศิลปินดิจิทัลและผู้สะสม NFT (Non-Fungible Token) เพราะ Ethereum เป็นเครือข่ายแรก ๆ ที่รองรับการสร้างและซื้อขาย NFT อย่างแพร่หลาย งานศิลปะดิจิทัลชื่อดัง (เช่น CryptoPunks, Bored Ape Yacht Club) และแพลตฟอร์มซื้อขาย NFT รายใหญ่ (เช่น OpenSea) ล้วนดำเนินการบน Ethereum ทำให้ศิลปิน, นักสะสม และแบรนด์ต่าง ๆ เข้าสู่โลก NFT บน Ethereum กันอย่างคึกคัก
  • องค์กรและภาคธุรกิจ: ด้วยความที่ Ethereum เป็นแพลตฟอร์มโอเพนซอร์ซและรองรับ Smart Contract หลายองค์กรธุรกิจและสถาบันการเงินจึงทดลองนำ Ethereum มาใช้ในโครงการของตน เช่น การออกโทเค็นดิจิทัล, ระบบชำระเงินข้ามประเทศ, และการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ มีการก่อตั้งกลุ่ม Enterprise Ethereum Alliance (EEA) ที่รวมบริษัทเทคโนโลยีและการเงินชั้นนำอย่าง JPMorgan, Microsoft, Intel เพื่อพัฒนาโซลูชันบน Ethereum ให้เหมาะกับการใช้งานระดับองค์กรมากขึ้น

โดยภาพรวม Ethereum ไม่มีข้อจำกัดด้านพรมแดนหรือภาษา ฐานผู้ใช้งาน Ethereumกระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งในอเมริกา, ยุโรป, เอเชีย และภูมิภาคอื่น ๆ แม้จะไม่มี “กลุ่มชาติพันธุ์” ใดที่ใช้ Ethereum แบบเฉพาะเจาะจง แต่เราจะพบว่ากลุ่ม คนรุ่นใหม่ที่สนใจเทคโนโลยี และ นักพัฒนาสายซอฟต์แวร์ เป็นแกนหลักของชุมชน Ethereum ยิ่งไปกว่านั้น ความนิยมของ Ethereum ยังขยายไปสู่ภาครัฐบางประเทศที่ทดลองทำ CBDC (สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง) บนเครือข่ายที่เข้ากันได้กับ Ethereum หรือใช้ Ethereum testnet ในการวิจัยอีกด้วย

7. โปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับ Ethereum

โครงการหรือโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Ethereum สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ (A) โปรเจกต์การพัฒนาเครือข่ายหลัก (Core Development Projects) ที่นำโดยทีมงาน Ethereum และ (B) โปรเจกต์หรือแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นบน Ethereum (Ecosystem Projects) โดยนักพัฒนาชุมชนและบริษัทต่าง ๆ:

  • (A) โปรเจกต์การพัฒนาเครือข่ายหลัก: ทีม Core Devs ของ Ethereum และชุมชนได้ดำเนินการอัปเกรดเครือข่ายหลายขั้นตอนเพื่อปรับปรุงสมรรถนะ ความปลอดภัย และความสามารถในการขยายตัวของ Ethereum อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ โปรเจกต์ Ethereum 2.0 ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาระยะยาวที่แบ่งออกเป็นหลายเฟส ในเดือนกันยายน 2022 Ethereum ได้ดำเนินการอัปเกรดครั้งประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า The Merge (ชื่อเครือข่ายใหม่ Paris) ซึ่งเป็นการรวมเครือข่าย Ethereum หลักเข้ากับระบบ Beacon Chain และเปลี่ยนกลไกฉันทามติจาก Proof-of-Work (PoW) ไปเป็น Proof-of-Stake (PoS) อย่างสมบูรณ์ ผลจาก The Merge ทำให้ Ethereum ลดการใช้พลังงานลงกว่า 99% และเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการอัปเกรดขั้นถัด ๆ ไป (เช่น Sharding) เพื่อเพิ่มความเร็วและปริมาณธุรกรรมที่รองรับได้ หลัง The Merge ไม่นาน ในเดือนเมษายน 2023 Ethereum ได้อัปเกรด Shanghai/Capella (Shapella) ซึ่งเปิดให้ผู้ที่เดิมพัน ETH ในระบบ PoS สามารถถอนเหรียญที่ฝากและรางวัลที่สะสมไว้ได้เป็นครั้งแรก นอกจากนั้นที่ผ่านมา Ethereum ยังมีการอัปเกรดหลักอื่น ๆ เช่น London Hard Fork (ส.ค. 2021) ที่นำ EIP-1559 มาใช้เผาค่าธรรมเนียม, Altair (ต.ค. 2021) ที่ปรับปรุง Beacon Chain, และชุดอัปเกรดในยุคก่อนหน้าอย่าง Frontier, Homestead, Metropolis, Constantinople, Istanbul เป็นต้น โปรเจกต์การพัฒนาเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Core Devs ที่จะ ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา Ethereum ให้ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ
  • (B) โปรเจกต์/แอปพลิเคชันในระบบนิเวศ Ethereum: ด้วยความยืดหยุ่นของแพลตฟอร์ม Ethereum จึงก่อให้เกิดโครงการต่าง ๆ มากมายที่สร้าง “on top” ของเครือข่าย Ethereum:
    • Decentralized Finance (DeFi): Ethereum เป็นบ้านของโปรโตคอล DeFi ชื่อดังนับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างเช่น Uniswap (แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนโทเค็นแบบกระจายศูนย์ที่ผู้ใช้สามารถเทรดเหรียญผ่าน Smart Contract), MakerDAO (แพลตฟอร์มเงินกู้แบบกระจายศูนย์ที่สร้างเหรียญ DAI ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับ USD), Aave และ Compound (โปรโตคอลปล่อยกู้และกู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัล), Curve Finance (แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่เน้นสภาพคล่องสำหรับ stablecoin) เป็นต้น โปรเจกต์ DeFi เหล่านี้ช่วยเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น ฝากสินทรัพย์เพื่อรับดอกเบี้ย, กู้ยืม, ซื้อขายอนุพันธ์ หรือประกันภัย บนบล็อกเชนโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างธนาคารหรือโบรกเกอร์
    • โทเค็นและ NFTs: Ethereum เป็นบล็อกเชนแรกที่ทำให้เกิดมาตรฐานโทเค็นอย่าง ERC-20 สำหรับการออกโทเค็นดิจิทัลทั่วไป และ ERC-721 สำหรับโทเค็นที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ (NFT) ส่งผลให้มีโปรเจกต์โทเค็นเกิดขึ้นมากมาย ทั้งโทเค็นด้านการเงิน, โทเค็นเกม, โทเค็นแพลตฟอร์มต่าง ๆ ตลอดจนผลงาน NFT ที่กลายเป็นกระแสนิยม ตัวอย่างเช่น CryptoKitties ซึ่งเป็นเกมสะสมแมวดิจิทัลในปี 2017 ที่ได้รับความนิยมจนทำให้เครือข่าย Ethereum แทบจะรองรับธุรกรรมไม่ไหว (เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผลักดันการพัฒนา Ethereum 2.0) ปัจจุบัน NFT ที่โด่งดังจำนวนมากอยู่บน Ethereum ไม่ว่าจะเป็นงานศิลป์, ของสะสมดิจิทัล, สินทรัพย์ในเกม หรือ Ordinals (NFT บนเครือข่าย Bitcoin) ที่ต่อมาก็มีการทำ wrapped Ordinals มาเทรดบน Ethereum ด้วย
    • Stablecoins: เหรียญดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับสินทรัพย์อื่นอย่างเงินตรา เช่น Tether (USDT)USD Coin (USDC)Dai (DAI) ส่วนใหญ่ดำเนินงานบนเครือข่าย Ethereum Stablecoin มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศคริปโต ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและเป็นที่พักมูลค่าเวลาตลาดผันผวน โปรเจกต์เหล่านี้ทำให้ Ethereum กลายเป็นรากฐานโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินด้วย
    • Layer-2 และโซลูชันการปรับขนาด: เพื่อแก้ปัญหาค่าธรรมเนียมแพงและความหน่วงของ Ethereum มีโครงการ เลเยอร์สอง (Layer-2) จำนวนมากพัฒนาขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับ Ethereum โซลูชันเหล่านี้ไม่ได้ต้องการแข่งขันกับ Ethereum โดยตรง แต่สร้างบน Ethereum เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลให้เครือข่ายหลัก ตัวอย่างได้แก่ Polygon (Matic)ArbitrumOptimism ซึ่งต่างเป็นเครือข่าย L2 ยอดนิยมที่ช่วยประมวลผลธุรกรรมปริมาณมากนอกเชนหลักแล้วส่งข้อมูลสรุปกลับมายัง Ethereum ทำให้ธุรกรรมรวมศูนย์ถูกลงและเร็วขึ้นมาก (เปรียบเทียบกับฝั่ง Bitcoin ที่มี Lightning Network เป็น L2) นอกจากนี้ยังมีโครงการ State Channel / Payment Channel (แนวคิดคล้าย Lightning) อย่าง Raiden Network ที่ถูกพัฒนาสำหรับ Ethereum แม้ปัจจุบันจะไม่เป็นที่นิยมเท่ากับโซลูชัน rollup ก็ตาม

โครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Ethereum ยังรวมถึง แพลตฟอร์มเกมแบบ Play-to-Earn (เช่น Axie Infinity ที่เดิมสร้างบน Ethereum ก่อนย้ายไปใช้ sidechain ของตัวเอง), แพลตฟอร์มโลกเสมือน (Metaverse) อย่าง Decentraland และ The Sandbox ที่ใช้ Ethereum ในการบันทึกกรรมสิทธิ์ที่ดินและไอเท็ม, รวมถึง เครื่องมือกระเป๋าสตางค์ดิจิทัล อย่าง MetaMask ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญที่เอื้อให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงแอป Ethereum ได้สะดวกผ่านเว็บเบราเซอร์ เป็นต้น ระบบนิเวศ Ethereum ในปัจจุบันจึงมีความหลากหลายและเชื่อมโยงกันสูง เปรียบเสมือนเมืองใหญ่ออนไลน์ที่มีทั้งธนาคาร (DeFi), ตลาด (NFT), ทางด่วน (Layer-2) และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ครบถ้วน

8. โปรเจกต์และแผนการในอนาคตของ Ethereum

แม้ Ethereum จะผ่านการพัฒนาครั้งใหญ่ไปแล้วหลายครั้ง แต่ทีมผู้พัฒนาได้วาง โรดแมปสำหรับอนาคต ไว้อย่างชัดเจน โดยหลังจาก The Merge ในปี 2022 วิตาลิก บูเตอรินระบุว่า Ethereum เพิ่งพัฒนาเสร็จไปเพียง ~55% เท่านั้น ยังคงมีเฟสการอัปเกรดสำคัญตามมาอีกหลายขั้นตอน ซึ่งชุมชนเรียกตามคำลงท้าย “-urge” ที่คล้องจองกัน ดังนี้:

  • The Surge (การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว): เฟสนี้จะเน้นเพิ่มความสามารถในการ ปรับขนาด (scalability) ของ Ethereum อย่างมหาศาลด้วยการนำระบบ Sharding มาใช้ Sharding คือการแบ่งฐานข้อมูลบล็อกเชนออกเป็นส่วนย่อยหลาย ๆ ชิ้น (shards) เพื่อให้แต่ละโหนดประมวลผลเฉพาะส่วนของข้อมูล แทนที่จะต้องประมวลผลทั้งเครือข่ายทุกธุรกรรม เมื่อใช้ Sharding แล้ว Ethereum คาดว่าจะรองรับธุรกรรมได้เพิ่มขึ้นเป็นหลัก หลายหมื่นถึง 100,000 ธุรกรรมต่อวินาที จากเดิมที่ทำได้ราว 15-20 TPS เท่านั้น Vitalik คาดการณ์ว่าการทำ Sharding ร่วมกับเทคนิคอื่น ๆ จะทำให้ Ethereum ขยายขีดความสามารถได้อย่างก้าวกระโดด รองรับการใช้งานระดับโลกได้เต็มรูปแบบ
  • The Verge (ขอบเขตใหม่): เฟสนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนโครงสร้างข้อมูลของ Ethereum โดยนำเทคโนโลยี Verkle Tree และแนวคิด Stateless Client มาใช้ พูดง่าย ๆ คือจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถรันโหนดตรวจสอบความถูกต้องของเครือข่ายได้โดย ไม่ต้องเก็บข้อมูลทั้งหมดของบล็อกเชนไว้ ในเครื่องตนเอง การอัปเกรดนี้จะช่วยให้ Ethereum กระจายศูนย์ยิ่งขึ้น เพราะเอื้อให้คนทั่วไปสามารถเป็นผู้ตรวจสอบได้ง่าย (ไม่ต้องมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมหาศาล) The Verge จะเปลี่ยนโครงสร้าง Merkle Tree ที่ใช้เก็บสถานะบัญชีและข้อมูลธุรกรรมในปัจจุบันไปสู่โครงสร้าง Verkle Tree ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ซึ่งจะลดภาระหน่วยความจำและทำให้การตรวจสอบบล็อกทำได้เร็วขึ้นมาก
  • The Purge (การกวาดล้าง): เฟสนี้จะทำการ ลบข้อมูลเก่าบางส่วนที่ไม่จำเป็น ต่อการดำเนินงานของเครือข่ายออกไปเพื่อลดความหน่วงและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูล แนวคิดสำคัญคือโหนดเต็มรูปแบบ (full node) จะไม่จำเป็นต้องเก็บประวัติธุรกรรมทั้งหมดตั้งแต่วันแรก (ซึ่งมีขนาดหลายร้อยกิกะไบต์) แต่เก็บแค่ข้อมูลช่วงล่าสุดที่กำหนด เช่น ย้อนหลังหนึ่งปี การลด “น้ำหนัก” บล็อกเชนเช่นนี้จะช่วยให้เครือข่ายเบาลงและโหนดซิงค์ข้อมูลได้เร็วขึ้น ลดปัญหาคอขวดที่เกิดจากบล็อกเชนขนาดใหญ่
  • The Splurge (การปรุงแต่งขั้นสุดท้าย): เฟสสุดท้ายนี้เปรียบเหมือน ขั้นเก็บรายละเอียด ให้ระบบสมบูรณ์แบบ หลังจากผ่านการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๆ ในขั้นก่อนหน้าแล้ว The Splurge จะเน้นเพิ่มประสิทธิภาพ แก้ไขจุดบกพร่อง และเสริมฟีเจอร์อื่น ๆ ที่อาจยังตกหล่นอยู่ เพื่อให้ Ethereum ทำงานได้ราบรื่นสุดขีดในระยะยาว สิ่งที่ไม่อาจใส่เข้าไปในเฟสก่อน ๆ ก็จะมาพิจารณาในขั้นตอนนี้

ตามโรดแมปนี้ ทุกเฟสสามารถพัฒนาควบคู่กันไปและไม่ได้เรียงตามลำดับตายตัว (หมายเหตุ: ในช่วงปลายปี 2022 วิตาลิกได้เสนอเพิ่มเฟส The Scourge อีกขั้น ระหว่าง Surge กับ Verge เพื่อแก้ปัญหาความเป็นกลางของธุรกรรม MEV แต่รายละเอียดเชิงลึกเกินขอบเขตบทความนี้) โดยสรุปแล้ว Ethereum ยังมี อัปเกรดสำคัญอีกหลายระลอก ที่รออยู่ในอนาคต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสุดท้ายคือเครือข่ายที่ เร็วขึ้น ถูกลง และกระจายอำนาจอย่างเต็มที่ โดยไม่ลดทอนความปลอดภัย การอัปเกรดเหล่านี้จะทยอยเกิดขึ้นในปีต่อ ๆ ไป ซึ่งชุมชนเชื่อว่าจะช่วยรักษาความเป็นผู้นำของ Ethereum ในยุคที่บล็อกเชนแข่งกันสูงมากได้ต่อไป

9. ข้อมูลหรือเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับ Ethereum

นอกเหนือจากเรื่องที่ได้กล่าวมา ยังมีข้อมูลและเหตุการณ์สำคัญบางอย่างเกี่ยวกับ Ethereum ที่ควรทราบ:

  • เหตุการณ์การแฮ็ก DAO และการกำเนิด Ethereum Classic: ในปี 2016 มีการสร้างองค์กรอัตโนมัติแบบกระจายศูนย์ชื่อ The DAO ขึ้นบน Ethereum เพื่อระดมทุนทำโปรเจกต์ต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าในเดือนมิถุนายน 2016 The DAO ถูกแฮ็ก เนื่องจากช่องโหว่ใน Smart Contract ส่งผลให้แฮ็กเกอร์ขโมย Ether ไปได้กว่า 3.6 ล้าน ETH (มูลค่าประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น) วิกฤตครั้งนี้นำไปสู่ความขัดแย้งในการตัดสินใจของชุมชน Ethereum ว่าจะแก้ไขโดยการ “ย้อนเวลา” บล็อกเชนเพื่อคืนเงินให้ผู้เสียหายหรือไม่ ในที่สุด วิตาลิกและเสียงข้างมากของชุมชนเลือกที่จะ Hard Fork สร้างเครือข่าย Ethereum ขึ้นมาใหม่เพื่อดึงเงินคืนให้ผู้ลงทุน DAO และเปลี่ยนกฎไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการย้อนธุรกรรม (เพราะขัดกับหลักไม่แก้ไขประวัติ) จึงยังคงยึดมั่นใช้บล็อกเชนสายเดิมที่ไม่ย้อนธุรกรรม ผลคือเกิดเป็นสองเครือข่ายคือ “Ethereum ใหม่” (ที่เราใช้กันอยู่และเรียกสั้น ๆ ว่า ETH) กับ “Ethereum Classic (ETC)” ซึ่งเป็นสายดั้งเดิมที่ไม่ยอมย้อนธุรกรรม ตั้งแต่นั้นมา Ethereum และ Ethereum Classic ก็แยกกันพัฒนาต่อโดยอิสระ Ethereum ได้รับการสนับสนุนหลักจากนักพัฒนาส่วนใหญ่และองค์กรต่าง ๆ จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่วน Ethereum Classic แม้ยังคงดำเนินการอยู่และมีการปรับปรุงระบบ (เช่น เปลี่ยนกลไกเงินเฟ้อและตั้งเพดานอุปทาน) แต่ก็มีขนาดชุมชนเล็กกว่าและมูลค่าตลาดต่ำกว่า Ethereum มาก
  • ค่าธรรมเนียมแก๊ส (Gas Fee) และความท้าทายด้านสเกล: Ethereum ใช้ระบบค่าธรรมเนียมแก๊สในการจ่ายค่าประมวลผลธุรกรรมหรือรัน Smart Contract โดยผู้ใช้ต้องจ่ายเป็น ETH ในช่วงที่เครือข่ายมีการใช้งานสูง (เช่น ช่วง DeFi Summer ปี 2020 หรือกระแส NFT ปี 2021) ค่าธรรมเนียมแก๊สบน Ethereum เคยพุ่งขึ้นสูงมากจนเป็นอุปสรรคต่อผู้ใช้ทั่วไป ปัญหานี้เป็นแรงผลักดันสำคัญให้มีการพัฒนา โซลูชัน Layer-2 และการอัปเกรด Ethereum 2.0 (The Merge, Sharding) ที่กล่าวถึงแล้ว แม้ปัจจุบันค่าธรรมเนียมจะลดลงบ้างหลัง EIP-1559 (เพราะโครงสร้างค่าธรรมเนียมเปลี่ยนและส่วนหนึ่งถูกเผา) แต่ Ethereum ก็ยังเผชิญความท้าทายในการรองรับ mass adoption ซึ่งทีมพัฒนาและชุมชนกำลังร่วมกันแก้ไขอย่างต่อเนื่อง
  • การพัฒนาแบบหลายไคลเอนต์: Ethereum ถูกออกแบบให้มีซอฟต์แวร์ไคลเอนต์หลายตัวที่สามารถรันเครือข่ายได้ (เช่น GethOpenEthereum/ParityBesuNethermind สำหรับฝั่ง Execution Layer และ PrysmLighthouseNimbus ฯลฯ สำหรับ Consensus Layer) การมีหลายไคลเอนต์ช่วยเพิ่มความกระจายศูนย์และลดความเสี่ยงจากบั๊กของซอฟต์แวร์ใดซอฟต์แวร์หนึ่ง อย่างไรก็ตาม ก็เคยเกิดเหตุการณ์ที่ไคลเอนต์ Geth เวอร์ชันเก่ามีช่องโหว่จนเครือข่าย Ethereum แยกเป็นสองสายชั่วคราวในปี 2020 เพราะผู้ขุดบางส่วนยังใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันที่มีบั๊ก ชุมชน Ethereum จึงส่งเสริมให้ผู้ดำเนินโหนดอัปเดตไคลเอนต์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ และส่งเสริมความหลากหลายของการใช้งานไคลเอนต์ (client diversity) เพื่อความมั่นคงของเครือข่ายในระยะยาว

โดยสรุป Ethereum เป็นระบบนิเวศบล็อกเชนขนาดใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ การพัฒนาไม่หยุดนิ่ง มีทั้งความสำเร็จและบทเรียนจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ความยืดหยุ่นและการปรับตัวของ Ethereum ทำให้มันยังคงครองความนิยมในหมู่ผู้ใช้งานและนักพัฒนาในวงการคริปโตเคอร์เรนซี แม้จะมีคู่แข่งและความท้าทายเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ Ethereum ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับปรุงแก้ไขและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ บนพื้นฐานของชุมชนโอเพนซอร์ซที่แข็งแกร่ง ดังคำพูดที่ว่าวงการนี้ “Ethereum ไม่เคยหลับใหล” การอัปเกรดและโปรเจกต์ใหม่ ๆ ยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อปูทางสู่อนาคตของระบบการเงินและอินเทอร์เน็ตแบบกระจายศูนย์อย่างแท้จริง